แหวนใบไม้ถัก [จบ]
posted on 24 Jun 2008 23:00 by oxitoxin in Fiction
ความเดิมตอนที่แล้วครับ
http://oxitoxin.exteen.com/20080623/part
----------- [ O ] -----------
คำตอบของยัยนั่นทำเอาผมหัวเราะลั่น
แต่เธอไม่ยักตลกไปกับผมด้วย ค้อนผมประหลับประเหลือก
จ้องมองผมราวกับจะทึ้งเนื้อผมออกเป็นชิ้นๆทีเดียว
“มันตลกมากนักเหรอไง
ไอ้ต้นที่เธอนั่งร้องเพลงยังกับวัวคลอดลูกทุกวันนั่นน่ะ บ้านของฉัน
แล้วไอ้ที่เธออ่านหนังสือออกเสียงทุกวันนั่นน่ะ
พวกเราพ่อลูกที่อยู่ในต้นไม้น่ะฟังกันทุกวัน
ซ้ำยังรอนายมาอ่านให้ฟังอีกด้วย เสียแรงนับถือชื่นชอบ”
“ถ้าแน่จริงเธอก็พิสูจน์ให้เราเห็นก่อนซิ เราถึงจะเชื่อ”
ผมจำได้ว่าท้าหล่อนทั้งที่ยังหัวเราะจนน้ำตาเล็ด แต่แล้วน้ำตาผมก็เล็ดหนักกว่าเดิม
เมื่อจู่ๆ ยัยนั่นก็เดินหายวับเข้าไปในต้นไม้ใหญ่ที่เธอเรียกว่าบ้าน
ผมขยี้ตาแรงๆหลายครั้ง พลางบอกกับตัวเองว่า
แค่เผลอหลับ แค่ฝันไป
แต่แล้วยัยนั่นก็โผล่แค่ส่วนหัวออกมาจากต้นไม้นั่น ทำหน้าแอ๊บแบ๊วใส่ผม
และนั่นก็คือภาพสุดท้ายที่ผมเห็น ก่อนจะกลายเป็นลมล้มพับไปทั้งยืน
ผมมารู้สึกตัวอีกครั้ง ก็พบว่าตัวเองนอนแผ่สองสลึงอยู่ข้างๆต้นไม้ต้นนั้นซะแล้ว
ใบหน้าของชายแก่ในชุดขาวกับหน้าทะเล้นยียวนของยัยเด็กผีนั่น
เป็นภาพแรกที่ผมเห็นเมื่อลืมตาตื่นจากฝันร้าย
เหมือนมาเจอกับฝันร้ายที่ร้ายกว่า
“ไม่ต้องกลัวหรอกไอ้หนู ฉันกับเพื่อนๆในสวนนี้น่ะเอ็นดูเจ้าจะตายไป”
“เอ็นดู?”
จากนั้นผมกับเทพารักษ์ นางไม้ในสวนที่ผมเองก็ไม่คิดว่าจะมีจริงๆในโลกนี้
ก็สนิทสนมกันอย่างอัศจรรย์
พวกเขาชอบให้ผมอ่านหนังสือให้ฟัง ชอบที่จะให้ผมร้องเพลงให้ฟัง
ชอบที่จะให้ผมปีนป่ายที่อยู่ของพวกเขา และชอบที่จะเห็นรอยยิ้มของผมยามมีความสุข
ครั้งนั้นเองผมจึงรู้สึกว่า ผมนี่แหละราชาแห่งพงไพรตัวจริง
ผมกับยัยนางไม้ตัวเล็กนั่น
ก็เริ่มสนิทสนมกันมาก มากจนแทบจะตัวติดกันทีเดียว
ผมรีบกลับจากโรงเรียนก็เพื่อที่จะรีบไปเที่ยวเล่นในสวน
ที่ที่ผมเปรียบเสมือนราชาตัวน้อย และมีราชินีแห่งพงไพรเคียงข้าง
มีอยู่ครั้งนึง...
เพื่อนของพ่อจะมาตัดต้นไม้ใหญ่ที่ยัยนั่นอาศัยอยู่จะเอาไปขายให้คนในเมือง
ผมขัดขวางสุดชีวิต ทั้งขโมยเลื่อยไปทิ้ง ทั้งให้หมาไล่กัด ทั้งปิดประตูบ้านไม่ให้เข้า
ซ้ำยังเอากุญแจรถไปซ่อนอีกต่างหาก
จนกระทั่งเพื่อนของพ่อต้องถอยทัพยอมแพ้โดยศิโรราบ
แล้ววันแห่งการพลัดพรากก็มาถึง
เมื่อพ่อของผมได้รับคำสั่งให้ย้ายเข้าไปทำงานที่กรุงเทพฯ
พ่อจึงต้องย้ายบ้าน ผมจึงต้องย้ายโรงเรียน
โดยยัยนางไม้ตัวเล็กนั่นให้แหวนใบไม้ถักนี่ไว้กับผม
ผมใส่ไม่เคยปล่อยให้ห่างจากตัวเลย
ก่อนจากกันยัยนั่นจุมพิตที่แก้มป่องๆของผมเบาๆทีนึงด้วย
ผมยังจำความรู้สึกนั้นได้ไม่ลืม
“นายอย่าลืมเรานะ
แหวนนี่ถ้าไปอยู่ที่นิ้วของคนอื่นก็จะกลายเป็นแค่ซากใบไม้ธรรมดาๆเท่านั้น
แต่ถ้าอยู่ที่นาย มันก็จะสดอยู่อย่างนี้ตลอดไป...แวะมาหาเราบ้าง เราจะรอนายมาอ่านหนังสือให้เราฟังอีก”
ยัยผีน้อยตาแป๋วแหววนั่น พูดด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
นั่นเป็นครั้งแรกที่ผมเห็นยัยนั่นห่างไกลจากคำว่าร่าเริง
ทั้งๆที่ผมก็ให้คำสัญญากับยัยนั่นอย่างดิบดี
แต่แสงสีของเมืองกรุงมันกลับย้อมความเป็นลูกไพรของผมซะจนหมดเกลี้ยง
จากวันนั้นผมก็ไม่เคยกลับไปที่นั่นอีกเลย
ทิ้งวันวานดีๆให้เป็นเพียงแค่เรื่องเล่าที่ไม่มีใครเชื่อ
----------- [ O ] -----------
“ตลกใช่มั้ยล่ะ
ผมบอกคุณแล้วว่ามันประหลาดและผมเองก็ไม่ได้บังคับให้ใครเชื่อด้วย
ผมเล่าเรื่องนี้ให้ใครฟังเค้าก็หาว่าผมกุเรื่องทั้งๆที่ผมก็ไม่ได้ประโยชน์อะไร
ซ้ำยังมีแต่จะขายหน้า
และตอกย้ำความรู้สึกผิดของผมที่มีต่อยัยนางไม้นั่นด้วยซ้ำ....
แต่ทุกครั้งที่ผมได้พูดได้เล่าเรื่องนี้ออกไป
ผมกลับมีความสุขและทุกครั้งที่ได้เล่า
ก็เหมือนกับได้กลับไปยืนข้างๆยัยเด็กผีนั่นอีกครั้ง
หลายครั้งนะที่ผมคิดเล่นๆว่านางไม้อย่างยัยนั่นน่ะเมื่อเวลาผ่านไปอย่างนี้
ตัวจะโตขึ้นหรือเปล่าหรือว่ายังตัวกะเปี๊ยกเท่าเดิม”
“แล้วทำไมคุณถึงไม่กลับไปหาเธอบ้างล่ะคะ”
น้ำเสียงของผู้ถามสั่นเครือ ราวกับจะร้องไห้
“ผมไม่กล้าหรอก ผมผิดสัญญากับเธอ ผิดสัญญากับเพื่อนๆป่าของผม”
“คุณเคยคิดถึงเธอบ้างหรือเปล่าคะ”
“ตลอดเวลา....ทุกครั้งที่มองแหวนในมือ ผมรู้สึกเหมือนเธอมาอยู่ข้างๆผมทุกครั้ง”
หญิงสาวที่นั่งฟังเรื่องรักครั้งแรกสุดพิสดาร
ถอดแว่นออก เอามือปิดหน้า
ปล่อยโฮออกมาจนชายหนุ่มหันมามองด้วยความงุนงง
“คุณ.....เป็นอะไรรึเปล่าครับ”
หญิงสาวยังคงนั่งสะอึกสะอื้นอยู่อย่างนั้น
หากจะมองว่าเธอเสแสร้งเพื่อเอาใจเขาก็ไม่น่าใช่
ความรู้สึกของเขาบอกอย่างนั้น
“อยากฟังเรื่องรักครั้งแรกและครั้งเดียวของฉันบ้างมั้ยคะ”
หล่อนเงยหน้าขึ้นมา คราบน้ำตาเกาะพราวเต็มแก้มขาวนวลทั้งสองข้าง
ใบหน้าของเธอยามไร้แว่นตานั้นช่างดูงดงามราวกับเทพธิดา
นัยน์ตาที่สุกสกาวของหล่อนเมื่อมองเต็มๆโดยไม่มีแว่นตามากั้นกลางนั้น
ช่างเหมือนนัยน์ตาคู่เก่าที่คุ้นเคย
ชายหนุ่มจ้องตะลึงอยู่เช่นนั้น
“คุณคะ....คุณคะ”
เสียงของเธอปลุกชายหนุ่มให้ตื่นจากการถูกสะกด
“คุณอยากจะฟังรักครั้งแรกและครั้งเดียวของฉันบ้างมั้ยคะ”
“ดีครับ จะได้เท่าเทียมเสมอกัน”
หญิงสาวค่อยๆเขยื้อนร่างบางๆเข้ามาที่ชายหนุ่ม
หันหน้ามาสบกับสายตาของเขาที่มองด้วยความงุนงง
กลิ่นกายของสตรีเพศปั่นป่วนหัวใจของชายหนุ่มแทบกระเจิง
หญิงสาวค่อยๆเลื่อนใบหน้าเรียวงามเข้ามาใกล้...
ใกล้เสียจนได้ยินเสียงลมหายใจของแต่ละคน
ริมฝีปากที่อวบอิ่มของหล่อนอยู่ใกล้กับริมฝีปากของเขาเพียงปลายเล็บ
เพียงเสี้ยววินาที
ริมฝีปากของคนทั้งสองก็ประกบชิดติดกัน ทั้งคู่หลับตาพริ้ม
เสียงลมหายใจของกันและกันวิ่งผ่านโสตประสาทของเขาและเธอ
ในวินาทีที่ริมฝีปากของเขาและเธอแนบชิดติดราวกับจะกลืนกินกันและกัน
ภาพของเด็กหญิงผมยาวประบ่าในท่านั่งเหงาหงอยอยู่ที่ชิงช้าเถาวัลย์
ถูกถ่ายทอดจากความทรงจำของหญิงสาวไปสู่ความทรงจำของชายหนุ่ม
ราวกับการฉายภาพยนตร์ที่ยังตัดต่อไม่เสร็จ...
มันพร่าเลือน แต่กระจ่างชัดในเรื่องราวทั้งหมด
“เข้าบ้านเถอะลูก เจ้าหนุ่มนั่นน่ะคงไม่มาหรอก”
“ไม่หรอกพ่อ นายนั่นบอกว่าจะมาก็ต้องมา เขาไม่เคยผิดสัญญา”
ภาพนั้นปรากฏอยู่ที่ชิงช้าเถาวัลย์นั่นทุกวัน นัยน์ตาแห่งการรอคอยดูหดหู่ลงทุกนาที
จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปี
นางไม้ตัวเล็กที่ตอนนี้โตเป็นสาวสวยก็ยังคงนั่งรอคอยอยู่ที่นั่นเช่นทุกวัน
นั่งลูบคลำแหวนใบไม้ถักที่หล่อนทำมาเป็นคู่ อยู่อย่างเหงาหงอยเช่นนั้น
ไร้ซึ่งรอยยิ้มนานแรมปี ไร้ซึ่งความร่าเริงนานแรมเดือน
ทุกลมหายใจเข้าออก เธอเฝ้าคิดถึงแต่ชายหนุ่มผู้เป็นรักแรกอยู่ทุกขณะจิต
อีกไม่นานภาพของชายฉกรรจ์สี่ห้าคนก็ปรากฏขึ้น
ในมืออันกำยำถือเลื่อยไฟฟ้าขนาดเขื่อง
เสียงของใบเลื่อยราวกับเสียงมัจจุราชที่มาร้องเรียกนางไม้คนสวยกับพ่อของเธอ
ถึงเวลาที่พ่อลูกเทพารักษ์ต้องไปจุติ
นางไม้คนงามร้องขอเวลาจากผู้มารับเพื่อกลับไปหาคนรัก
รักแรกและรักเดียวของเทพธิดาแห่งพงไพร ถึงแม้จะมีเวลาเพียงแค่วันเดียวก็ยังดี
นางไม้คนงามได้มีเนื้อหนังมังสาเฉกเช่นมนุษย์ทั่วไป
หล่อนเฝ้าตามชายหนุ่มตั้งแต่สถานีรถไฟที่กรุงเทพฯ
นั่งพินิจชายหนุ่มผู้เป็นรักแรกตลอดเวลาที่รถไฟขับเคลื่อน...
โดยที่เจ้าตัวไม่รู้เรื่องแม้แต่น้อย
หล่อนแทบจะโผเข้ากอดชายหนุ่ม
ทันทีที่เห็นเขายังรักษาสัญญาด้วยการสวมแหวนใบไม้ถักที่นิ้วนางอยู่
หัวใจของมนุษย์ที่นางมีในตอนนั้นแทบจะทะลุออกมาจากอก
เมื่อได้คุยกับรักแรกของเธออีกครั้งที่สถานีรถไฟที่สุราษฎร์ฯ
เธอพึ่งได้ลิ้มรสของการเต้นของหัวใจเป็นครั้งแรก
มันเต้นระรัวราวกับจะทะลุออกมาจากหน้าอก
หล่อนลอบตามชายหนุ่มไปที่อ่าวบ้านดอนเพื่อจะไปยังจุดหมายเดียวกัน
หล่อนแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก...
ทั้งๆที่ใจจริงของหล่อนอยากจะโผกอดรักแรกตั้งแต่ที่กรุงเทพฯด้วยซ้ำ
แล้วสิ่งที่หล่อนปรารถนาจากชายหนุ่มผู้เป็นรักแรกก็สมหวัง
สิ่งที่ออกมาจากปากของชายหนุ่ม ได้พิสูจน์ให้หล่อนรับรู้แล้วว่า
รักแรกของเธอ ก็ไม่เคยลืมรักแรกของเขาเช่นกัน.